Monday, December 17, 2007

ลอนดอน ทาวเวอร์ บริดจ์



ลอนดอน ทาวเวอร์ บริดจ์

สร้างขึ้นระหว่างปี ค . ศ. 1886 - 1894 เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ใกล้กับลอนดอนทาวเวอร์ มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศอังกฤษโดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมความงามของเมืองลอนดอนได้ที่ระดับ 140 ฟุต มีถนน 18 สายที่ข้ามสะพานนี้

สะพานโกลเด้นเกท




สะพานโกลเด้นเกท


ที่สุดของความยิ่งใหญ่ในอเมริกาสิ่งก่อสร้างยักษ์ใหญ่เหนือคำบรรยาย ที่แท่งเหล็กยาว 46,000ฟุต วางพาดผ่านซานฟรานกับเขตมารินให้อยู่ติดกัน เรื่องยากๆ ก็กลายเป็นเรื่องง่ายในทันทีกับ การเดินทางผ่าน ช่องแคบโกลเด้น เกท ด้วยสัญลักษณ์ของอเมริกา ... Golden Gate Bridge… ที่สูงถึง 746 ฟุตจากระดับน้ำ หลายบรรยากาศ หลายอารมณ์... ที่สะพานสีแดงอมส้มเปล่งแสงสะท้อนเมื่อยามตกกระทบ กับแสงอาทิตย์ที่ความงามทางด้านวิศวกรรมบรรจงสร้างขึ้น


เป็น "สะพานแขวน" ที่ยาวที่สุดในโลกในอดีต ทอดข้ามอ่าวทางตอนเหนือของ เมืองท่าซานฟราน ซิสโก สหรัฐอเมริกา เฉพาะช่วงสะพานตอนกลางยาวถึง 4,200 ฟุต กว้าง 90 ฟุต ข้างสะพานทั้งสองด้านมี สะพานช่วงสั้นต่อกันรวมทั้งหมดเกือบ 7 กิโลเมตร มีหอคอยเหล็กสองข้างสูงข้างละ 746 ฟุต ลวดเคเบิ้ลที่ โยงทอดเป็นตัวดึงน้ำหนักสะพาน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 36 นิ้ว ข้างละ 2 เส้นรวม 4 เส้นยาว 107,000 ไมล์ และยังมีลวดโยงเส้นเล็กๆอื่นๆ อีก 27,572 เส้น ตัวสะพานอยู่สูงกว่าระดับน้ำในอ่าว 220 ฟุต ใช้เป็น ทางรถยนต์โดยสาร 6 ทาง รถยนต์บรรทุก 3 ทางและทางรถไฟอีก 2 ทาง สะพานแห่งนี้เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1933 แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1937 ใช้เงินประมาณ 35,000,000 เหรียญ นับเป็นสะพานแขวนยาวที่สุดแห่งแรก ของโลก



****************

หอเอนปิซ่า



หอเอนปิซ่า

เรื่องราวเกี่ยวกับหอเอนปิซ่า
หอเอนปิซ่าสร้างด้วยหินอ่อน เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1173 มาปรากฏชัดว่าหอเริ่มเอนมื่อสร้างเสร็จไปแล้ว 3 ชั้น สันนิฐานว่าสาเหตุที่เอนก้อเพราะฐานของหอนั้นสร้างอยู่บนพื้นทราย ทุกวันนี้ที่หอยังไม่ล้มนั้นเนื่องจากจุดศูนย์ถ่วงของหอนั้นยังไม่ออกนอกฐาน
ข้อสังเกตเกี่ยวกับหอเอนปิซ่า ตรงส่วนยอดที่เป็นหอระฆังนั้นจะไม่เอียง เนื่องจากมีการสร้างต่อเติมขึ้นมาภายหลัง


*******************

อัมสเตอร์ดัม


อัมสเตอร์ดัม


อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) เป็นเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอัมสเทล (Amstel) เริ่มก่อตั้งประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 12 ปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ มีประชากรในเขตตัวเมืองประมาณ 742,000 คน แต่ถ้านับรวมประชากรในเขตเมืองโดยรอบทั้งหมด จะมีประมาณ 1.5 ล้านคน (ข้อมูลปี 2005)
อัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของ
ทวีปยุโรป โดยเฉพาะช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของเนเธอร์แลนด์
ถึงแม้อัมสเตอร์ดัมจะเป็นเมืองหลวงของประเทศ แต่ศูนย์กลางของหน่วยงานรัฐบาลนั้นอยู่ที่
เฮก
****************

โคลอสเซียม แห่ง กรุงอิตาลี



โคลอสเซียม


โคลอสเซียม (อังกฤษ: Colosseum; อิตาลี: Colosseo - โคลอสโซ) เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียนแห่งอาณาจักรโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิติตัส (Titus) ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ใ้ห้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน
ในบางครั้งจะมีการเรียกชื่อ โคลิเซียม (Coliseum)
7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซียมได้รับเลือกให้เป็น1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ


ตำนาน


โคลอสเซียม (COLOSSEUM) เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของเวสปาเรียน จักรพรรดิโรม พระองค์เริ่มครองราชย์ในปี ค.ศ. 69 และด้วยความต้องการที่จะหล่อหลอมราชวงศ์ขึ้นใหม่สำหรับตระกูลของพระองค์ จึงริเริ่มโครงการก่อสร้างขนาดมหึมาขึ้น โดยโคลอสเซียมเป็นส่วนหนึ่งในนั้น และนี่ทำให้โคลอสเซียมเป็นสนามกีฬาของโรมที่ใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดเท่าที่มีการสร้างขึ้น ด้วยทรัพย์สินตั้งแต่โต๊ะไปจนถึงเชิงเทียนทองคำแท้ที่โรมปล้นมาจากการยึดพระวิหารที่เยรูซาเลม มันจุผู้คนได้ราว 55,000 คน และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 80 เพื่อใช้แทนสนามกีฬาไม้ซึ่งถูกเผาไปในรัชสมัยของ

จักรพรรดิเนโร ด้วยเทคนิคการสร้างชั้นเลิศของโรมที่ใช้คอนกรีตที่ทำมาจากทรายภูเขาไฟเท่านั้น จึงทำให้ สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โตซึ่งสูงถึง 160 ฟุตนี้ได้สำเร็จ เพราะมันช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กลายเป็นวัสดุพิเศษและสามารถแข็งตัวได้แม้กระทั่งในน้ำ แม้จะมีขนาดใหญ่และจุคนได้มากมายขนาดนั้น แต่ด้วยโถงทางเดินและบันไดซึ่งนำไปสู่ทางเข้า 76 ช่องทางก็สามารถทำให้ผู้ชม 55,000 คน ไปสู่ที่นั่งของตนได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ยังไม่รวมทางเดินใต้ดินที่เหมือนกับเขาวงกต ห้องโถงต่างๆ ที่มีไว้ให้นักสู้เตรียมตัวและเตรียมสัตว์ป่าให้พร้อม และเวทีที่ยกขึ้นด้วยรอกเพื่อปิดบังประตูกลบนพื้นสังเวียน ที่ช่วยความตื่นเต้นให้กับผู้ชม


หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 79 ไทตัส พระโอรสของพระองค์เองก็ขึ้นสืบทอดราช บัลลังก์ต่อมา ไทตัสตัดสินพระทัยที่จะสร้างความนิยมในหมู่ประชาชนด้วยการนำเสนอการแข่งขันในพิธีเปิดโคลอสเซียมที่ยิ่งใหญ่อลังการ และดูเหมือนว่าวิธีการนี้จะได้ผล เพราะการแข่งขันที่ยาวนานกว่า 100 วัน ในครั้งนั้นทำให้ไทตัสเป็นจักรพรรดิที่ได้รับความนิยมสูงสุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์โรม แต่การครองราชย์ของพระองค์นั้นสั้นกว่าของพระบิดามาก เพียงแค่หกเดือนหลังจากการแข่งขันรอบปฐมฤกษ์พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอาการประชวรลึกลับ
การต่อสู้แบบกลาดิเอเตอร์เริ่มขึ้นในฐานะพิธีกรรมในงานศพของพลเมืองที่มั่งคั่ง หลังจากผ่านไปหลายศตวรรษ มันได้พัฒนาเป็นความบันเทิงที่ได้รับความนิยม สัตว์ป่ามากมายถูกฆ่าในการต่อสู้ชนิดนี้ จนถึงกับทำให้สัตว์หายากบางชนิดสูญพันธุ์ไปจริงๆ ฮิปโปโปเตมัสไม่มีการพบอีกเลยในอียิปต์ ช้างตายไปจากภาคเหนือของแอฟริกา และสิงโตก็หายไปจากภูมิภาคตะวันออกใกล้ เป็นเวลากว่า 500 ปีที่การต่อสู้เอาเป็นเอาตายในสังเวียน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่สามัญชน ได้ครอบงำสังคมโรม นักสู้แต่ละคนที่ก้าวเข้ามาจะต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งต่อหน้าผู้ชม 55,000 คนที่โห่ร้องด้วยความสะใจ


แม็กซิมัสตัวละครที่แต่งขึ้นในภาพยนตร์เรื่อง Gladiator อาจไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง แต่หนึ่งในนักสู้ที่ผ่านสังเวียนแห่งนี้มามากมาย ชื่อของเวรัส กลับเป็นนักสู้เพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เวรัสเกิดมาเป็นเสรีชน แต่เขาถูกจับในปี ค.ศ. 76 ที่ชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรโรม เขาถูกนำตัวกลับมายังอิตาลีและถูกบังคับให้เป็นทาส เวรัสทำงานอยู่ในเหมืองหนึ่งปีก่อนจะฉวยโอกาสหนีจากการงานอันตรากตรำของทาสในเหมืองหิน และถูกนำไปเป็นนักสู้ฝึกหัด

เขาเข้ารับการฝึกเพื่อจะเรียนรู้เทคนิคอัน ซับซ้อนและต้องใช้ฝีมืออย่างสูงของนักสู้กลาดิเอ เตอร์ เวรัสหล่อหลอมมิตรภาพกับนักสู้ฝึกหัดคนอื่นๆ และเรียนรู้ว่าชีวิตของกลาดิเอเตอร์นั้นอาจจะโสมม ป่าเถื่อน แต่เขาก็เรียนรู้เช่นกันว่าหากมีโชค ฝีมือและความกล้าหาญสุดหัวใจ นักสู้ในสังเวียนก็สามารถโด่งดัง ร่ำรวย ดึงดูดสตรีมากมายให้มาหลงใหล ในที่สุดเวรัสก็สามารถไต่อันดับขึ้นมาและกลายเป็นนักสู้ในสังเวียนที่โด่งดังจนได้ นักสู้กลาดิเอเตอร์จะถูกแบ่งเป็น 10 ระดับ โดยนักสู้ระดับสูงสุดจะได้รับเงินจากการต่อสู้ครั้งเดียวเป็นเงินมากกว่า 15 เท่าของรายได้ทั้งปีของทหารราบ ขณะที่นักสู้ในสังเวียนมีมากกว่า 12 ประเภท ซึ่งรวมถึงมูร์มิลลอสที่ถือโล่ขนาดใหญ่และดาบเล่มยาว ธราเชียนซึ่งต่อสู้เหมือนคนกรีก และ เรทาริอัส ซึ่งใช้แหและสามง่ามเป็นอาวุธ
แม้ว่านักสู้ในสังเวียนส่วนมากจะเป็นทาส แต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่สองนักสู้กลาดิเอเตอร์มากกว่าหนึ่งในสามเป็นคนที่สมัครใจเข้ามา โดยมีชื่อเสียงและความมั่งคั่งเป็นสิ่งล่อใจ และการต่อสู้ทุกครั้งก็ไม่ได้จบลงด้วยความตายเสมอไป พวกเขามีโอกาสที่ดีที่จะเอาชีวิตรอด และหลายคนก็อำลาสังเวียนไปหลังจากประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ สำหรับคนที่เสียชีวิตพวกนักสู้ในสังเวียนได้ร่วมกันตั้งชมรมฌาปนกิจสงเคราะห์ เพื่อจ่ายเงินสำหรับการทำศพแก่นักสู้ที่เสียชีวิต พวกเขาเชื่อว่าถ้าไม่มีการทำศพอย่างถูกต้อง ผู้ที่ตายจะถูกสาปให้ เร่ร่อนเป็นผีอยู่ในโลกตลอดไป


*********************

Sunday, December 16, 2007

พระราชวังแวร์ซายส์



พระราชวังแวร์ซายส์


ตำแหน่งที่ตั้ง ประเทศฝรั่งเศส
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
รายละเอียด
สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ระหว่าง ค.ศ. 1661-1681 จุดประสงค์สำคัญคือต้องการให้ชาวโลกเห็นว่า ความมั่งคั่งสมบูรณ์และความงามเลอเลิศที่สุดในโลกมารวมอยู่ที่ฝรั่งเศสทั้งหมด จึงได้สั่งให้รื้อพลับพลาที่สร้างในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ทิ้ง และให้สร้างพระราชวังใหญ่ทำด้วยหินอ่อนและตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร ด้วยสิ่งประดับที่หาค่ามิได้ ทั้งลวดลายแกะสลักในไม้และหิน เครื่องเคลือบ เครื่องเงิน เครื่องทอง หินอ่อน และฝีมือชั้นเยี่ยม โดยใช้เงินในการก่อสร้างไปเป็นเงิน 500 ล้านฟรังค์ ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายส์ ยังมีความงามเป็นเลิศ ซึ่งฝรั่งเศสใช้เป็นสถานที่รับแขกเมือง การประชุมที่สำคัญระดับชาติ
ประวัติคร่าวๆ และความสำคัญ
พระราชวังแวร์ซายส์เป็นพระราชวังที่เก่าแก่ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส แต่เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านของชาวนา พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงเป็นนักล่าสัตว์ได้มาพบจึงสร้างเป็นสถานที่นัดพบในการล่าสัตว์ และได้มีการขยายออกไปทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งกลายมาเป็นปราสาท พระราชวัง และมีการเลี้ยงฉลองกันเรื่อยมา
ปัจจุบัน พระราชวังนี้เป็นสัญญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของศิลปะและราชสำนักฝรั่งเศส สถาปนิกและวิศวกรรวมรวมทั้งมัณฑนากรหลายคน เช่น Le Vau, Mansart, Gabriel, Le Brun, Le Nôtre ได้ช่วยกันก่อสร้าง ตกแต่ง จนได้รับยกย่องว่าเป็นพระราชวังที่งดงามมาก ภายในพระราชวังมีภาพวาด ภาพแกะสลักซึ่งแสดงให้เห็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสหลายสมัย สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นที่เซ็นสัญญาสงบศึกกับอเมริกา ในปี ค.ศ 1783
แวร์ซายส์ นับเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี คศ 1789 ต่อมา ในปี ค.ศ 1815 พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ได้เปลี่ยนสภาพพระราชวังแห่งนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และใช้เป็นสถานที่ลงนามในสัญญาสงบศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรกับเยอรมัน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1919

********************